สสว. เชื่อมคน เชื่อมเอสเอ็มอี เชื่อมโลก สู้วิกฤติโควิด-19

Adsense

สสว. เร่งช่วยเหลือเอสเอ็มอี สู้วิกฤติโควิด-19 เดินหน้าจัดหาช่องทางตลาดเพิ่มยอดขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ขยายตลาดในประเทศและต่างประเทศภายใต้แนวทาง “สสว. CONNEXT”

จับมือหน่วยงานพันธมิตร หนุนเอสเอ็มอีทุกภูมิภาคผ่านโครงการต่างๆ พร้อมจัดงานจับคู่ธุรกิจ และงานแสดงสินค้าอีก 37 ครั้ง หวังกระตุ้นยอดขายให้กลุ่มไมโครเอสเอ็มอีทั่วประเทศ คาดมีผู้ประกอบการกว่า 46,000 รายเข้าร่วมโครงการ คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 13,000 ล้านบาท

นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างรุนแรง โดยการดำเนินงานที่สำคัญของ สสว. ภายใต้แนวทาง สสว. CONNEXT “ เชื่อมคน เชื่อมเอสเอ็มอี เชื่อมโลก” ซึ่งประกอบไปด้วย 1.การเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน 2. การลดค่าใช้จ่ายเพิ่มประสิทธิภาพ และ 3. การเพิ่มช่องทางการตลาด เพื่อช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้กลับมาเข้มแข็ง โดยเชื่อมต่อทั้งช่องตลาดออนไลน์และออฟไลน์ เช่น การจัดงานแสดงสินค้า และการทดสอบตลาด และการจับคู่เจรจาธุรกิจ

ในปัจจุบันเอสเอ็มอีมีจำนวนรวม 3,077,822 ราย คิดเป็นสัดส่วน 99.79% ของจำนวนวิสาหกิจทั้งประเทศ แบ่งเป็น วิสาหกิจขนาดย่อม (SE) รวม 3,063,651 ราย คิดเป็นสัดส่วน 99.49% ของจำนวนวิสาหกิจทั้งประเทศ เป็นวิสาหกิจขนาดกลาง จำนวน 14,171 ราย คิดเป็นสัดส่วน 0.32% ส่วนการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีจำนวน 708,883 ราย และ วิสาหกิจชุมชน 83,208 ราย สัดส่วนของเอสเอ็มอีจำแนกตามกลุ่มธุรกิจ พบว่าอยู่ในกลุ่มภาคการค้ามากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 41.57% ของจำนวนเอสเอ็มอีทั้งประเทศ รองลงมาอยู่ในภาคการบริการ 39.79% ภาคการผลิต สัดส่วน 17.14% และภาคธุรกิจเกษตร 1.50

การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด -19 ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ของโลกมีผลโดยตรงต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันของมนุษยชาติหรือคำว่า New Normal โดยการแพร่ระบาดได้เริ่มขึ้นในปลายเดือนมกราคม 2563 ในประเทศจีนและแพร่ระบาดไปยัง หลายพื้นที่หลายประเทศทั่วโลก ส่งผลให้แต่ละประเทศประกาศมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ ระบาด รวมทั้งประเทศไทยด้วย สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย อย่างรุนแรง มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของไทยในไตรมาสแรกของปี 2563 หดตัวร้อยละ 1.8 และมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในไตรมาสเดียวกัน หดตัวร้อยละ 3.3 จากปัจจัยการชะลอตัวในภาคการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภาคเอกชน จากการคาดการณ์ของสำนักงาน ฯ ปี 2563 ใน 3 ระดับ ได้แก่ ในระดับ Best Case คือ สามารถควบคุม การแพร่ระบาดในประเทศได้ภายในเดือนมิถุนายน 2563 จะส่งผลทำให้ GDP MSME ปี 2563 ขยายตัวได้ เล็กน้อยที่ร้อยละ 0.5 ในระดับ Base Case สามารถควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศได้ในเดือนกันยายน 2563 จะส่งผลให้ GDP MSME หดตัวร้อยละ 3.0 และในระดับ Worst Case สามารถควบคุมการแพร่ระบาด ในประเทศได้ในเดือนธันวาคม 2563 จะส่งผลให้ GDP MSME หดตัวร้อยละ 6.2

ในส่วนความเห็นของผู้ประกอบการจากการสำรวจผู้ประกอบการกว่า 2,700 ราย ในด้านการปรับตัวจาก ผลกระทบการแพร่ระบาด พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมการขายในตลาดออนไลน์มากขึ้น แต่ผลจากการสำรวจกลับพบว่า ธุรกิจ MSME ส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 61.4 ยังไม่มีช่องทางการขายผ่านทางออนไลน์ส่วนธุรกิจ MSME ที่มีช่องทางการขายผ่านทางออนไลน์ มีร้อยละ 38.6 และพบว่า ผู้ประกอบการ MSME สามารถรับชำระเงินผ่านทางออนไลน์ได้ (โอนเงิน/ Prompt Pay/ หรืออื่นๆ) ร้อยละ 79.3 โดยช่องทางที่ผู้ประกอบการขายดีที่สุดคือ Facebook Line และ Website ตามลำดับ ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่ขายผ่านทางออนไลน์ดีที่สุด คือ กลุ่มธุรกิจร้านอาหาร

ผอ.สสว. เผยอีกว่า การส่งเสริมการตลาดออนไลน์ แบ่งเป็น 1.การดำเนินงานบนแพลตฟอร์มของ สสว. มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและจับคู่ทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภค ในรูปแบบชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) และ 2. การสนับสนุนช่องทางออนไลน์ของผู้ประกอบการ เช่น เฟซบุคส์ อินสตาแกรม โอเอ (OA) เว็บไซต์ หรือ แอพพลิเคชั่นที่ผู้ประกอบการจัดสร้างเอง หรือผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของ Shopee หรือ Lazada

สำหรับตัวอย่างการดำเนินงานบนแพลตฟอร์มของ สสว เช่น “ตลาดช้อปแชท” บนแอปพลิเคชั่นไลน์โอเพ่นแช็ต โดยจับกลุ่มผู้บริโภคที่ชื่นชอบสินค้าไลฟ์สไตล์ การดำเนินงานของตลาดนี้ทำให้กลุ่มของผู้ประกอบการใหม่ ได้ทำการทดสอบตลาดจริง ตั้งแต่วิธีการเลือกสินค้า การจัดทำข้อมูล การโปรโมทสินค้าของตน เพื่อให้เข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคเป้าหมาย หรือ ตลาด กทบ สสว. ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบนแอปพลิเคชั่นไลน์ ก็เป็นความร่วมมือระหว่าง สสว. และสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) จัดทำขึ้นเพื่อยกระดับสินค้าและผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน ฯ ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่เน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและสินค้าท้องถิ่น โดย สสว. จะสนับสนุนในการสร้างแพลตฟอร์มการซื้อขาย และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อทุกสื่อภายใต้การดำเนินงานของ สสว. และล่าสุด ได้เพิ่มช่องทางอีคอมเมิร์ซ ผ่าน ตลาดมะเฟือง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการกลุ่มสินค้าพรีเมี่ยม หรืออัตลักษณ์ ของสมาชิกสสว. ซึ่งเป็นการส่งเสริมการขายออนไลน์เต็มรูปแบบ คาดว่าจะมีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมทั้งสิ้นกว่า 35,343 ราย สร้างรายได้ว่า 1,500 ล้านบาท สำหรับการสนับสนุนช่องทางออนไลน์ของผู้ประกอบการ ได้แก่ จัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจออนไลน์ เช่น การบริหารจัดการธุรกิจ การเขียนเนื้อหาสินค้า เทคนิคการถ่ายภาพ โลจิสติกส์ ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง และการใช้แพลตฟอร์ม เป็นต้น


นายวีระพงศ์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการส่งเสริมการตลาดออฟไลน์ ประกอบไปด้วย การจัดงานแสดงสินค้า , การทดสอบตลาด และการจับคู่เจรจาธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ขณะนี้ผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 11,261 ราย สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กว่า 11,575 ล้านบาท ทั้งนี้ในปี 2563 ตลาดต่างประเทศจะมุ่งเน้นไปยังประเทศ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน บาห์เรน อินเดีย และกลุ่มอาเซียน ได้แก่ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย พม่า เวียดนาม สปป.ลาว หรือ กัมพูชา โดยใช้รูปแบบทั้งออนไลน์ผ่านโปรแกรมคอนเฟอร์เรนซ์ ควบคู่ไปกับรูปแบบออฟไลน์สำหรับผู้ซื้อในประเทศไทย โดยเน้นสินค้าในกลุ่มไลฟ์สไตล์ ของตกแต่ง เครื่องสำอาง และธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ

มูลค่าการส่งออกของประเทศ และ MSME ไตรมาสแรกของปี 2563

สำหรับตลาดส่งออกหลักของ MSME ในไตรมาสแรกของปี 2563 ยังคงขยายตัวได้ในทุกตลาด แม้ว่าจะได้รับผลทางลบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ขณะที่การส่งออกไปยังกลุ่ม CLMV ขยายตัว ต่อเนื่องเท่ากับร้อยละ 12.0 ส่วนตลาดในกลุ่ม ASEAN+6 (อาเซียน, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, อินเดีย, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) ก็ขยายตัวได้เช่นกันเท่ากับร้อยละ 8.1 โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดออสเตรเลียและอินเดีย ที่ ขยายตัวร้อยละ 8.2 และ 9.6 ตามลำดับ จากการเร่งนำเข้าสินค้าในกลุ่มอัญมณี และกลุ่มอาหาร เนื่องจากเกรงผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีแผนการปรับตัวทางธุรกิจ SME หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดพบว่า ผู้ประกอบการ MSME ส่วนใหญ่มีแผนการปรับตัวทางธุรกิจ ร้อยละ 84.8 และยังไม่มีแผนการปรับตัวและรอดูสถานการณ์ ร้อยละ 15.2 โดยผู้ประกอบการ MSME ที่มีแผนการปรับตัวทางธุรกิจส่วนใหญ่จะปรับตัวในด้านการลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น รองลงมา คือ การพัฒนาคุณภาพสินค้าและรูปแบบบรรจุภัณฑ์ และการเพิ่มประเภทสินค้าและรูปแบบการให้บริการ

นอกจากนี้ การจัดงานแสดงสินค้า และการทดสอบตลาดในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ จะมุ่งไปที่การขายปลีก เพื่อเพิ่มยอดให้กับเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมกิจกรรม เช่น SME Fest, SME Market Fair, SME Festival Trade Fair โดยจะจัดในศูนย์แสดงสินค้าขนาดใหญ่ ศูนย์การค้าต่าง ๆ ศูนย์ราชการและแหล่งชุมชนทั่วทุกภูมิภาค ทั้งหมด 37 ครั้งทุกภูมิภาค โดยกลุ่มสินค้าที่ไปจัดแสดงมีทั้งกลุ่มอุปโภคบริโภค แฟชั่น เครื่องแต่งกาย และอาหาร ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นยอดขายและทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 13,000 ล้านบาท จากตลาดออนไลน์และออฟไลน์ จึงขอเชิญชวนผู้บริโภคชาวไทย ช่วยกันอุดหนุนสินค้าไทย โดยผู้ประกอบการไทยซึ่งผู้ประกอบสามารถติดตามข่าวสาร กิจกรรมและโครงการต่างๆ ของ สสว. ได้ทางแอพลิเคชั่น SMECONEXT และจากแพลตฟอร์มต่างๆ ของ สสว.” นายวีระพงศ์ กล่าวในที่สุด

ผู้ประกอบที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของ สสว. ได้ทางแอปพลิเคชั่น SMECONEXT

70 / 100 SEO Score