โรเบิร์ต มอนดาวี ผู้ก่อกำเนิดไวน์ Napa Valley อันดับ 1 ของไวน์ยุคใหม่

Robert Mondavi

เรื่องราวของไวน์นาปา แวลลีย์ จะไม่สมบูรณ์เลยถ้าไม่พูดถึง โรเบิร์ต มอนดาวี เพราะว่าเรื่องราวทั้งหมดตลอดเส้นทางของครอบครัวมอนดาวีคือ…ประวัติการต่อสู้ของไวน์ใน Napa Valley แทบทั้งหมด

มอนดาวี เจ้าแห่งไวน์

โรเบิร์ต มอนดาวี เป็นลูกของเซซาร์เร (Cesarre) และโรซา (Rosa) อพยพจากอิตาลีมาอเมริกา ในปี 1908 และให้กำเนิดทายาท 4 คน มาเรีย,เฮเลน,โรเบิร์ต และปีเตอร์ จุดเปลี่ยนผันของชีวิตเริ่มต้นเมื่อครอบครัวย้ายมาตั้งรกรากในแคลิฟอร์เนีย ที่เมืองโลได (Lodi) ศูนย์กลางการปลูกองุ่น โดยมีเป้าหมายคือรับซื้อองุ่นจากเกษตรกรส่งไปขายในรัฐต่างๆ

โรเบิร์ตที่เติบโตขึ้นมาอย่างเด็กท้องไร่ท้องนาทั่วๆ ไป แต่สิ่งเดียวที่เขาแตกต่างไปจากเด็กอื่นๆก็คือ ความมุ่งมั่น ใฝ่ดี และความอยากจะเป็น”หนึ่ง” ในทุกๆ ด้านๆ โรเบิร์ตเข้าเรียนในคณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย Stanford มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยวางแผนว่าอยากจะเป็นนักธุรกิจหรือนักกฎหมาย

วันหนึ่งพ่อได้ปรึกษาขอความเห็นจากลูกๆ ว่า “เกษตรกรองุ่นที่เคยติดต่อกัน ตอนนี้หันไปผลิตไวน์ขายดิบขายดีกันเป็นแถวๆ เราน่าจะลองดูบ้าง” ความคิดนี้ตรงกับโรเบิร์ตพอดีเพราะรู้ว่าพ่อมีประสบการณ์ในการคบค้ากับเกษตรกรมานาน และเชี่ยวชาญในสายพันธุ์องุ่นต่างๆ พ่อทิ้งประโยคหนึ่งให้กับโรเบิร์ต “องุ่นที่ทำไวน์ได้ดีที่สุด ต้องมาจากนาปา แวลลีย์ เท่านั้น !!” โรเบิร์ตจึงเข้าเรียนวิชาสำหรับการผลิตไวน์ขึ้นมาด้วยอีกวิชาหนึ่ง ตามด้วยวิชาภาคพื้นธรณีวิทยาของการเพาะปลูกองุ่น หลังจากจบการศึกษาเขาจึงไปหาประสบการณ์ด้วยการไปทำงานในไร่องุ่นต่าง ๆ

ห้องบ่มไวน์ของ มอนดาวี ที่นาปาวัลเล่ย์
Robert Mondavi Barrell Room

Robert Mondavi แต่งงานกับ Marjorie Declusin ในปี 1937 แล้วย้ายมาอยู่ในเมือง St. Helena ใกล้ๆ กับครอบครัว พร้อมความฝันเต็มเปี่ยมที่จะผลิตไวน์คุณภาพดี บ่มในถังโอ๊ค ซึ่งขณะนั้นส่วนใหญ่ทำไวน์แบบหมักและขายสดๆ ในรูปแบบของไวน์ใหญ่ และใส่แทงค์ส่งขึ้นรถไฟไปขายต่างรัฐ บ้างก็มีนายหน้ารับไปบรรจุขวดขายเอง ทำรายได้ดี จึงไม่มีใครทำอย่างอื่น ความฝันสะดุดลงเพราะอเมริกาได้เข้าร่วมในสงครามโลกเมื่อปี 1940 ชาวไร่องุ่นในนาปาจึงต้องเปลี่ยนไปปลูกพืชผลไม้ เพื่อส่งเสบียงให้ทหาร โดยโรเบิร์ตได้รับการยกเว้นไม่ต้องเป็นทหาร แต่ปีเตอร์ต้องเข้าร่วมรบในสงคราม

ปี 1943 เป็นข่าวดีและโอกาสทอง เมื่อไวน์ Charles Krug ที่โด่งดังถูกพิษเศรษฐกิจเล่นงานจึงประกาศขาย หลังจากก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1861 บนเนื้อที่กว่า 500 เอเคอร์ ด้านเหนือของเซนต์ เฮเลนา ตระกูลมอนดาวีได้เป็นเจ้าของไร่ Charles Krug และยังรักษาชื่อเก่า เพื่อผลทางการค้าขาย เพราะตอนนั้นมอนดาวียังไม่มีใครรู้จัก

โรเบิร์ตเดินทางไปยุโรปเป็นครั้งแรกในปี 1962 เพื่อไปเยี่ยมชมไร่ไวน์ดังๆ ทั้งในบอร์กโดซ์และเบอร์กันดีในฝรั่งเศส ทัสคานี (Tuscany) ในอิตาลี และโมเซลล์ (Moselle) ในเยอรมัน กรรมวิธีการผลิตไวน์ของฝรั่งเศสหลายอย่างที่เขาเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต ทำให้ตื่นตาตื่นใจอย่างมาก

Timothy Mondavi, Robert Mondavi, and Baron Philippe de Rothschild, 1980
Timothy Mondavi, Robert Mondavi, and Baron Philippe de Rothschild, 1980

พฤศจิกายน 1965 โรเบิร์ตหลุดออกมาจากวงจรธุรกิจที่ยุ่งเหยิงของครอบครัว จึงไปทำงานกับไร่ไวน์ต่างๆ ขณะที่ความฝันจะทำไร่ของตัวเองไม่ได้จางหายไปแม้แต่น้อยและด้วยการสนับสนุนของเพื่อนเศรษฐี 2-3 คน เขาจึงได้เป็นเจ้าของไร่องุ่น To Kalon ซึ่งในภาษากรีซหมายถึง “ความงดงาม” วันที่ 16 กรกฏาคม 1966 เป็นวันเบิกหน้าดินเอาฤกษ์เอาชัย พร้อมชื่อ Robert Mondavi Winery ตอนนั้นโรเซ่ (Rose) กำลังเป็นที่นิยม โรเบิร์ตจึงทำโรเซ่สไตล์ดื่มง่ายๆ หอม เย็นชื่นใจ ด้วยองุ่นกาเมย์ (Gamay) เหมือนในโบโฌเลส์ ของฝรั่งเศส เพราะไวน์สไตล์นี้ทำแล้วขายได้เลย ไม่ต้องรอหมักบ่มให้เงินจม

Robert Mondavi winery in Napa Valley
Robert Mondavi winery in Napa Valley

วันหนึ่งชาวไร่องุ่นส่งองุ่นโซวีญยอง บลอง (Sauvignon Blanc) คุณภาพดีมาให้ แต่โรเบิร์ตก็ยังไม่รู้ว่าจะเอามาทำอะไรดี เพราะในตอนนั้นไวน์ขาวจากองุ่นพันธุ์นี้ไม่เป็นที่นิยม และส่วนใหญ่คุณภาพย่ำแย่ ขณะเดียวกันเขาก็นึกถึงการได้ไปเที่ยวชมไร่องุ่นในลัวร์ แวลลีย์ (Loire Valley) ที่ทำไวน์ขาวจาก Sancerre และ Pouilly-Fume ด้วยองุ่น Sauvignon Blanc ได้ดีเยี่ยม จึงตัดสินใจเอา Sauvignon Blanc ไปหมักต่อในถังโอ๊คฝรั่งเศสพร้อมตั้งชื่อว่า “ฟูเม บลอง” (Fume Blanc) วางตลาดในปี 1968 ได้รับการต้อนรับอย่างดีและกลายเป็นตำนานหน้าหนึ่งของไวน์แคลิฟอร์เนีย

Sauvignon Blanc grapes
Sauvignon Blanc grapes

ปี 1979 โรเบิร์ตก่อตั้งไร่ Mondavi Woodbridge Winery ใน Lodi เพื่อผลิตไวน์แคลิฟอร์เนียระดับพรีเมียม และจับมือกับ Baron Philippe de Rothschild เจ้าของไวน์ Château Mouton Rothschild ในฝรั่งเศสก่อตั้ง Opus One Winery ในปีเดียวกันนั่นเอง เป็นตำนานอีกหน้าหนึ่งของไวน์แคลิฟอร์เนีย ก่อนจะขยายอาณาจักรไปยังอีกหลายประเทศทั้งในยุโรป อเมริกาใต้ และออสเตรเลีย

Opus One 2009
Opus One 2009

โรเบิร์ต หย่ากับภรรยาคนแรก Marjorie Ellen (Declusin) Mondavi ซึ่งมีลูกด้วยกัน 3 คนคือ Michael Mondavi,Marcia Mondavi,Tim Mondavi ก่อนจะแต่งงานใหม่ในปี 1980 กับ Margrit (Kellenberger) Biever Mondavi แต่ไม่มีลูกด้วยกัน Robert Mondavi เสียชีวิตเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2008 ขณะที่กิจการการผลิตไวน์กลายเป็นที่หมายปองของนักธุรกิจทั่วโลกที่จะเข้ามาครอบครอง รวมทั้งไร่ Robert Mondavi ที่ปัจจุบันเปลี่ยนเจ้าของไปเรียบร้อยแล้ว แต่สิ่งที่โลกเมรัยอมตะไม่เคยลืมก็คือรสชาติไวน์ของเขา..!!

*(Robert Mondavi หรือชื่อเต็ม Robert Gerald Mondavi / 18 June 1913 – 16 May 2008)

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.napavalley.com/

ติดตามเรื่องเกี่ยวกับ “ไวน์

83 / 100 SEO Score