3 โครงการต้นแบบเกษตรกรรม สร้างสมดุลอาหารยั่งยืนจากพ่อหลวง

3 โครงการต้นแบบที่เป็นส่วนหนึ่งในของขวัญล้ำค่าจากพระอัจฉริยะภาพและความทุ่มเทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็คือแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาการเกษตรที่แตกหน่อเป็นโครงการต่างๆ ซึ่งยังประโยชน์ถ้วนทั่วตลอดห่วงโซ่ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรในทุกภูมิภาคให้พึ่งพาตัวเองได้อย่างแข็งแรงด้วยสมดุลแห่งความยั่งยืน

หากซานตาคลอสเปรียบเสมือนตัวแทนที่นำพาของขวัญมาสร้างความสุขให้กับเด็กๆ ทั่วโลกในวันคริสต์มาสในฐานะคนไทยคนหนึ่งก็คงกล่าวด้วยความตื้นตันใจว่า ปวงชนชาวไทยนับ 70 ล้านคนเป็นพสกนิกรที่เปี่ยมสุขมาตลอดระยะเวลา 70 ปี เพราะเรามี “ในหลวง” ผู้ทรงเป็นของขวัญล้ำค่าที่สุดในชีวิต และขณะเดียวกันท่านยังทรงเป็นผู้มอบของขวัญที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมให้แก่ลูกๆทุกคนอย่างมากมายมหาศาลเพื่อเป็นรากฐานในการดำเนินชีวิตด้วยความร่มเย็นเป็นสุข และพอเพียง และ 3 ต้นแบบที่เป็นส่วนหนึ่งในของขวัญล้ำค่าจากพระอัจฉริยะภาพและความทุ่มเทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็คือแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาการเกษตรที่แตกหน่อเป็นโครงการต่างๆ ซึ่งยังประโยชน์ถ้วนทั่วตลอดห่วงโซ่ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรในทุกภูมิภาคให้พึ่งพาตัวเองได้อย่างแข็งแรงด้วยสมดุลแห่งความยั่งยืน


โครงการหลวง มรดกแห่งเมล็ดพันธุ์ ทรงคุณค่าเพื่อชาวเขา

ด้วยปณิธานที่มุ่งพัฒนาเปลี่ยน “ชาวเขา” ให้เป็น “ชาวเรา”

“เรื่องที่จะช่วยชาวเขาและโครงการชาวเขานั้นมีประโยชน์โดยตรงกับชาวเขาเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวเขามี ความเป็นอยู่ดีขึ้น สามารถเพาะปลูกสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นรายได้กับเขาเอง จุดประสงค์อย่างหนึ่งคือมนุษยธรรม หมายถึงให้ผู้อยู่ในถิ่นทุรกันดารสามารถมีความรู้พยุงตัวให้มีความเจริญได้ อีกอย่างหนึ่งก็เป็นเรื่องช่วยในทางที่ทุกคนเห็นว่าควรจะช่วยเพราะเป็นปัญหาใหญ่คือปัญหาเรื่องยาเสพติด ถ้าสามารถช่วยชาวเขาปลูกพืชที่เป็นประโยชน์บ้างเขาจะเลิกปลูกยาเสพติด คือ ฝิ่น ทำให้นโยบายการระงับการปราบปรามการสูบฝิ่นและค้าฝิ่นได้ผลดี อันนี้ก็เป็นผลอย่างหนึ่งผลอีกอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญมากก็คือ ชาวเขาตามที่รู้เป็นผู้ทำการเพาะปลูกโดยวิธีที่จะทำให้บ้านเมืองของเราสู่หายนะได้ ที่ถางป่าและปลูกโดยวิธีไม่ถูกต้อง ถ้าพวกเราทุกคนไปช่วยเขาก็เท่ากับช่วยบ้านเมืองให้มีความดี อยู่ดีกินดีและปลอดภัยได้อีกทั่วประเทศ ถ้าสามารถทำโครงการนี้สำเร็จให้ชาวเขาอยู่เป็นหลักแหล่งและสนับสนุนนโยบายที่จะรักษาป่าไม้ รักษาดินให้เป็นประโยชน์ต่อไป ประโยชน์อันนี้จะยั่งยืนมาก” พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรชีวิตของชาวเขาที่บ้านดอยปุยใกล้พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์เมื่อปี พ.ศ. 2512

ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งโครงการหลวง โครงการส่วนพระองค์ ที่มอบหมายให้หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในตำแหน่งผู้อำนวยการ และดำเนินงานด้วยความร่วมมือร่วมใจจากอาสาสมัครในหน่วยงานต่างๆ เพื่อพัฒนางานภาคทฤษฎีและปฏิบัติในการวิจัยปลูกพืชผักผลไม้ ดอกไม้เมืองหนาวนานาชนิดตลอดจนการเลี้ยงสัตว์ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปฝึกอบรมความรู้และแนวทางการผลิตเพื่อพัฒนาอาชีพชาวเขาทดแทนการปลูกฝิ่น ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน โครงการหลวง ถือเป็นต้นแบบของโครงการปลูกพืชทดแทนฝิ่นแห่งแรกของโลกที่ได้รับรางวัลทรงคุณค่าจากสถาบันต่างทั่วโลก แต่ความสำเร็จเหนือสิ่งอื่นใดก็คือการขยายการดำเนินงานที่ครอบคลุมและอำนวยประโยชน์ในแง่ของการยกระดับชีวิตให้ชาวเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็งอีกทั้งการพัฒนาอาชีพนี้ยังเป็นฟันเฟืองต้นน้ำที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนวงจรความก้าวหน้าทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าเป็นด้านผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปคุณภาพระดับสากลในราคาเป็นมิตรเพื่อมอบให้ผู้บริโภคปลายทางด้วยความจริงใจ และการต่อยอดในเชิงการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ช่องทางใหม่ให้กับกลุ่มเกษตรกรชาวเขา

ต้นกำเนิดไทย-เดนมาร์ค แบรนด์เนมนมคุณภาพสัญชาติไทย

จากวิสัยทัศน์กว้างไกลของพ่อหลวง

n20141106094218_617“การเลี้ยงโคนมก็เป็นอาชีพที่ดีสำหรับคนไทยเหมาะกับประเทศ และถ้าใช้หลักวิชาที่เหมาะสม ก็จะทำให้ มีความเจริญและมีรายได้ดี” ตอนหนึ่งในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระบิดาแห่งการโคนมไทยที่แสดงให้ประจักษ์ถึงพระราชวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลและความใส่พระทัยในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข ให้แก่ประชาชนของพระองค์อย่างแท้จริง ในหลวงทรงเห็นว่าอาชีพพระราชทาน การเลี้ยงโคนม จะเป็นแสงสว่างนำทางให้กับเกษตรกรไทยมีอาชีพที่มั่นคงสามารถแก้ไขปัญหาการทำไร่เลื่อนลอยได้ อีกทั้งเป็นการดีต่อประชาชนที่จะได้รับประทานผลผลิตที่มีคุณค่าต่อสุขภาพ

ในระหว่างการเสด็จประพาสทวีปยุโรปและทรงประทับแรมอยู่ ณ ประเทศเดนมาร์ค เมื่อกันยายน 2503 ทรงให้ความ สนพระทัยในกิจการการเลี้ยงโคนมของชาวเดนมาร์คเป็นอย่างมาก และกลายเป็นจุดเริ่มต้นความร่วมมือด้านวิชาการการเลี้ยงโคนมระหว่างประเทศไทยและประเทศเดนมาร์ค ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับเกษตรกรและผู้บริโภคชาวไทยในสมัยนั้น จากนั้นจึงได้ผู้เชี่ยวชาญชาวเดนมาร์คมาสำรวจพื้นที่ในการจัดตั้งฟาร์มโคนมสาธิตและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์คที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมเป็นหุบเขาแหล่งน้ำสะอาดและไม่ไกลจากกรุงเทพฯรวมถึงมีการลงนามสัญญาการให้ความร่วมมือช่วยเหลือทางวิชาการการเลี้ยงโคนมระหว่างรัฐบาลเดนมาร์คกับรัฐบาลไทย เป็นเวลา 8 ปี ซึ่งนับเป็นประวัติศาสตร์สำคัญของการเลี้ยงโคนมในเมืองไทย  ทศวรรษต่อมาจึงมีการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยใช้ชื่อว่า “องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)” เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและพัฒนาอุตสาหกรรมนมอย่างเป็นรูปธรรมจนถึงปัจจุบันซึ่งหนึ่งในผลผลิตคุณภาพโดดเด่นที่คนไทยคุ้นเคยก็คือ นมไทย-เดนมาร์ค ผลิตภัณฑ์นมโคสดแท้ 100 % จากวัวสายพันธุ์ดีของฟาร์มเกษตรกรโคนมกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ โดยในปัจจุบันมีการแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ออกเป็นนมยูเอชที  นมพาสเจอร์ไรส์  โยเกิร์ต และไอศกรีม รสชาติต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยทั้งในและต่างประเทศได้อย่างความร่วมสมัย ร่วมกับกลยุทธ์ทางการตลาดที่ชูจุดแข็งด้านคุณภาพควบคู่กับการกระชับความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อขยายช่องทางการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขวางยิ่งขึ้น อาทิ ร้านดอยคำ ที่ใช้นมโคสดไทย-เดนมาร์คเป็นส่วนผสมในการทำกาแฟและเครื่องดื่มประเภทต่างๆ ของแบรนด์ เป็นต้น และภายในปี 5 ข้างหน้า ไทย-เดนมาร์ค ตั้งเป้าการขับเคลื่อนแบรนด์และองค์กรไปสู่ตำแหน่ง แบรนด์นมแห่งชาติ พร้อมกำหนดพันธกิจสำคัญ 4 ประเด็นด้วยกัน ได้แก่ 1. ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมให้เป็นอาชีพแก่เกษตรกรไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน 2. พัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมนมให้ครบวงจรและมีมูลค่าเพิ่ม 3. สร้างแหล่งความรู้ด้านกิจการโคนมและอุตสาหกรรมนม 4. มุ่งบริหารจัดการองค์กรให้เป็นองค์กรที่มีขีดสมรรถนะสูงด้วยหลักธรรมาภิบาล รวมถึงการดันยอดขายให้เติบโตสูงถึงหนึ่งหมื่นล้านบาทภายใน 5 ปีสอดรับการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนมไทยไปพร้อมกับการเปิดฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ที่จังหวัดสระบุรี ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศูนย์กลางแห่งข้อมูลความรู้เรื่องกิจกรรมโคนมที่ครบวงจรเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่ายนั่นเอง

โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เพชรยอดมงกุฎแห่งอุตสาหกรรมพอเพียง

นอกเหนือจากความมุ่งมั่นในพัฒนางานด้านการเกษตรที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงให้ความสำคัญแล้ว พระองค์ยังทรงริเริ่มนำผลิตผลทางการเกษตรมาทดลองแปรรูปในเชิงอุตสาหกรรม เพื่อเป็นต้นแบบของอุตสาหกรรมพอเพียงที่เชื่อมโยงกันระหว่างห่วงโซ่การเกษตร อุตสาหกรรม และการค้า ที่ครบวงจรและสมบูรณ์แบบที่สุดในเมืองไทย ภายใต้ชื่อ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา  ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 และดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน ภายในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน บ้านของพ่อ และพระราชวังที่ไม่มีที่ใดในโลกเสมอเหมือนใจความสำคัญของความงดงามและทรงคุณค่าที่เกิดขึ้นในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เกิดจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมพสกนิกรในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และมีพระราชประสงค์ที่จะเห็นประชาชนอยู่ดีมีสุขตามสมควรแก่อัตภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพหลักของประเทศ ทำให้ทั่วอาณาบริเวณส่วนพระองค์เต็มไปด้วยพื้นที่สำหรับทำการทดลองการเกษตรนับไม่ถ้วนทั้ง แปลงนาทดลองปลูกข้าว โรงโคนม บ่อเพาะพันธุ์ปลานิล โรงเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช โรงสีข้าว ที่ทดลองผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิง โรงกระดาษสา เป็นต้น เพื่อดำเนินงานศึกษาวิจัยและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับงานด้านการเกษตรและนำผลที่ได้มาประยุกต์เป็นแนวทางปฏิบัติที่สอดรับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยกระบวนการผลิตที่ง่ายแต่มีประสิทธิภาพ ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย และพร้อมเผยแพร่องค์ความรู้นี้ให้แก่ราษฎรของพระองค์และผู้ที่สนใจนำไปประกอบอาชีพต่อไปโดยไม่หวังผลตอบแทน

6D6239AF129840DF93F81EC90DB1DB9Bการดำเนินงานของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา แบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ  1. โครงการไม่ใช่ธุรกิจ ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งราชการและเอกชน ที่สนองพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาด้านการเกษตรควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ ป่าไม้สาธิต นาข้าวทดลอง การเพาะพันธุ์ปลานิล กังหันลมระบบผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานลม บ้านพลังงานแสงอาทิตย์ระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบผลิตน้ำเย็นด้วยพลังงานความร้อนจากแกลบ โรงกระดาษสา และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 2. โครงการกึ่งธุรกิจ ที่มีกระบวนการแปรรูปวัตถุดิบทางการเกษตรและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในราคาที่ไม่หวังผลกำไรสูงสุด โดยมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคสินค้าที่ผลิตได้ภายในประเทศ และมีการบริหารจัดการเงินอย่างครบวงจร โดยรายได้จะนำมาใช้บริหารจัดการภายในโครงการต่อไป ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มงานเกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมและการแปรรูปผลิตภัณฑ์นม ซึ่งทำหน้าที่ศึกษาและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย รวมถึงการแปรรูปน้ำนมดิบเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ เช่น นมพาสเจอร์ไรส์ นมยูเอชที นมผง นมผงอัดเม็ด เนย ไอศกรีม โยเกิร์ต ทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคนมสด-ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากนมสด ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย กลุ่มงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งมีการศึกษาค้นคว้า และเผยแพร่ความรู้ด้านการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรและการใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์ เช่น โรงสีข้าวตัวอย่างสวนจิตรลดา โรงบดแกลบ โรงน้ำผลไม้พาสเจอร์ไรส์ โรงน้ำผลไม้บรรจุกระป๋อง โรงผลไม้อบแห้ง โรงขนมอบ โรงเพาะเห็ด งานเพาะเลี้ยงสาหร่ายเกลียวทอง โรงปุ๋ยอินทรีย์ โรงหล่อเทียนหลวง โรงน้ำผึ้ง โรงน้ำดื่ม และงานทดลองผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิง

นี่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งจากของขวัญล้ำค่าที่พ่อหลวงทรงทุ่มเทความรักและแรงกาย แรงใจ ผ่านความห่วงใยและการทรงงานอย่างหนักมาตลอด 70 ปี เพื่อมอบแสงทองนำทางอันร่มเย็นเป็นสุขให้เกิดขึ้นบนแผ่นดินด้ามขวานอันเป็นบ้านของเราทุกคน

ข้อมูลและรูปภาพจาก

ภาพเปิด Credit : wasinburee

www.royalprojectthailand.com

www.dpo.go.th

http://kanchanapisek.or.th

Noochanate
นักผลิต contents ที่สนใจและจับตามองความเคลื่อนไหวในวงการอาหารและเครื่องดื่มทั้งในและต่างประเทศ
Top